2025-03-13
IDOPRESS
TAPMA เสริมแกร่ง SME ไทยเตรียมรับมือความท้าทายยุคยานยนต์ไฟฟ้า-ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ
จัดงาน Future Mobility Thailand 2025 เปืดเวทีเจรจาธุรกิจระดับโลก
นายสุพจน์ สุขพิศาล รองเลขาธิการ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และติดอันดับTop 10 ของโลก ด้วยกำลังการผลิตมากกว่า 1.9 ล้านคันต่อปี โดยภายในปี 2567 ประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนคิดเป็น12% ของ GDP และมีมูลค่าการส่งออกกว่า 1.02 ล้านล้านบาท
สำหรับปีนี้ สมาคมฯจึงได้จัดงาน Future Mobility Thailand 2025 ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่พร้อมก้าวไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นยานยนต์ไฟฟ้า (EV),ยานยนต์ไฮบริด (HEV,PHEV),ระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Vehicles) รวมถึงเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Vehicles)
“อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยมีความพร้อมสูง เนื่องจากมีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและผู้ผลิตไทยมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ ๆ งานนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการ เปิดตลาดใหม่ เชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลก และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต”
ทั้งนี้ ในวันพิธีเปิดงานจะมี ปาฐกถาพิเศษ: “สู้ เซฟ สร้าง : อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนฯ ไทย” โดย ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อดังกล่าวจากแง่มุมของผู้ประกอบการ และภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรม ได้แก่ นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
นายเสวก ประกิจฤทธานนท์ อุปนายกฝ่ายพัฒนาการส่งออก สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า ไฮไลท์ของงาน Future Mobility Thailand 2025 ว่า ในงานจะมี โซนพิเศษที่ต้องห้ามพลาด คือ โซน E-Parts & Mobility Revolution เวทีนำเสนอชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ช่วยสร้างอนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน และโซน ADAS & Entertainment Systems ที่นำเสนอเทคโนโลยีระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ และโซลูชันความบันเทิงภายในรถที่มอบประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะและปลอดภัย รวมถึงโซน BGC Green Product & Alternative Energy ที่จะพบกับผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและแหล่งพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โซน Performance Parts,Accessories,Maintenance & Car Care ที่จะได้สัมผัสอุปกรณ์แต่งรถ สมรรถนะสูง และโซลูชันบำรุงรักษารถยนต์ยุคใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน และโซน Parts Transform เรียนรู้แนวทางการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องมือแพทย์,อากาศยาน,รถไฟและระบบราง,อุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น
“งานนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเนื่องด้วยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของโลก โดยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนมากกว่า 1,800 ราย ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดรับกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต”
โดยประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนส่วนยานยนต์กว่า1,686 ราย ซึ่งแบ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำ (Tier 1) ประมาณ 476 ราย และผู้ผลิตชิ้นส่วนสนับสนุน(Tier 2-3) กว่า 1,210 ราย มีซัพพลายเชนที่ครบวงจรโดยเริ่มจากวัตถุดิบ,การผลิต จนถึงการส่งออก และเป็นฐานการผลิตของค่ายรถยนต์ระดับโลกกว่า 30 แบรนด์
“รวมถึงแนวโน้มของตลาด EV ในภูมิภาคอาเซียนว่า “ประเทศไทยมีโอกาสสูงในการเป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบัน EV มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรถยนต์จากจีนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย งานนี้จึงเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ยานยนต์แห่งอนาคต”
โดยแนวโน้มตลาด EV และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนปี 2567 คาดว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยจะสูงกว่า 100,000 คัน โดยมีผู้ประกอบการจากประเทศจีนเป็นผู้นำตลาดรถ EV และมีหลายค่าย ตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น BYD,NETA,GWM คาดว่าภายในปี2573 รถยนต์ไฟฟ้าจะมีสัดส่วน 30% ของการผลิตรถยนต์ในไทย และด้วยนโยบาย Japan First จากรัฐบาล ที่จะช่วยผลักดันการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งรถยนต์สันดาป,รถยนต์ไฟฟ้า และไฮบริด ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ให้ทันสมัยไปพร้อมกัน
ด้าน นางสาวศิรพรรณ อ่อนอรรถ อุปนายกฝ่ายพัฒนา SMEs สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย(TAPMA) กล่าวว่า ปัจจุบัน SMEs ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ งาน Future Mobility Thailand 2025 จะเป็นเวทีที่ช่วยให้ SMEs ได้เรียนรู้แนวโน้มของตลาด เทคโนโลยีการผลิต และโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล รวมถึงในงานนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจและจับคู่ทางการค้า (Business Matching) กับค่ายรถยนต์และผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
“การที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ EV และยานยนต์อัจฉริยะ SMEs ไทยต้องปรับตัวในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเช่น ชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ หรือแม้แต่ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง งานนี้จะช่วยให้ SMEs ไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันในระดับสากลได้”
ที่ผ่านมาสมาคมฯ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หาแนวทางผลักดันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ ให้พัฒนาไปยังอุตสาหกรรมใกล้เคียงเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ transform ตัวเองได้เช่นหารือมาตรการกำหนดสัดส่วน local content หรือออกนโยบายสนับสนุนการซื้อหรือผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานจากทักษะเครื่องกลไปเป็นไฟฟ้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมใหม่